ราจาอัมปัต…ที่สุดในโลก EP1: “วันโลกาวินาศ สัมผัสแรกที่ขอบสวรรค์”

flight_R4

หลังจากการเดินทางข้ามคืนจากกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ผ่านการ transit สามครั้ง และต่อเฟอรี่ข้ามทะเลอีกสองชั่วโมง รวมเป็นระยะเวลาการเดินทางกว่า 15 ชั่วโมง ในที่สุดเราสองคนก็ยืนอยู่ในเมือง Waisai ศูนย์กลางและเมืองหลวงของเกาะ Weigeo หนึ่งในเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสี่เกาะของ ราจาอัมปัต (Raja Ampat)

Raja Ampat หมู่เกาะที่ได้ชื่อว่ามีความสมบูรณ์ทางนิเวศน์สูงที่สุดในโลก สถานที่ที่มี 70% ของสปีชี่ส์ปะการังทั้งโลกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สวรรค์ที่นักดำน้ำยกให้เป็นอันดับหนึ่งเพราะกินเนสบุ๊คบันทึกไว้ว่าสามารถเห็นปลาได้มากกว่า 300 ชนิดในการดำน้ำแค่หนึ่งครั้ง
การผจญภัยในสุดยอดทะเลแห่งนี้กำลังจะเริ่มขึ้น ผมแทบรอต่อไปไม่ไหว แม้ร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ในใจมันตื่นเต้นไปกับความจริงว่า “เรากำลังจะได้ลงไปดูโลกใต้น้ำที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

เราสองคนเดินเข้าไปในสำนักงานอุทยานพร้อมกับ Sammy เจ้าของโฮมสเตย์ที่เรานัดหมายไว้จากเกาะ Batanta เพื่อไปจ่ายเงินและรับ tag เข้าอุทยาน
“Sir, may I have your passport for registration?” เจ้าหน้าที่อุทยานสาวขอ passport ของผมเพื่อบันทึกข้อมูลตามระเบียบทั่วไปของการเข้าอุทยาน และนี่คือจุดเริ่มต้นวันโลกแตกของผม
.
.
.

ผมไม่รู้ว่ามันหล่นหายตอนไหน คงเป็นช่วงการเดินทางระหว่างเมือง Makassar ถึง Sorong โดยเครื่องบินหรือไม่ก็จาก Sorong มา Waisai ช่วงที่อยู่บน ferry แต่มันหายไปแล้ว และนั่นเป็นความจริงแท้ๆ ไม่มีอะไรจริงยิ่งกว่า วินาทีแรกที่ผมสำเหนียกได้ว่าผมทำพาสปอร์ตหาย ผมหน้าซีดเผือด ความรู้สึกมันเหมือนฟ้าหล่นลงมาใส่หัว แผ่นดินแตกถล่มเป็นเสี่ยงๆ ฝันหวานก่อนหน้านี้สูญสลายไปต่อหน้าต่อตา มันเป็นวินาทีแห่งความสับสน กังวล อับอาย มันช๊อคกระทันหันเกินกว่าจะทำใจหรือคิดหาทางออกได้ทัน ผมหันไปมองภรรยาด้วยความรู้สึกอึกอักเพราะไม่ว่าจะค้นในกระเป๋าใบไหนมันก็ไม่มี ความสะเพร่าขั้นเทพของผมมันเล่นผมเสียแล้ว
สายตาทุกคู่ ณ ที่นั้นมองมาที่ผม ช่วยกันลุ้นว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยาน Sammy และ Ranny ไกด์มือดีอีกคนที่ผมติดต่อไว้ล่วงหน้า มันคงดูอนาถแท้ เขาคงคิดในใจ “ยังไม่ทันเริ่มทัวร์ เจ้านี่ก็สร้างปัญหาให้ตรูช่วยกันแก้ซะและ” ผมแทบอยากจะมุดดินหนี ทำไมโง่อย่างนี้ อะไรหายไม่หาย ดันทำพาสปอร์ตหาย เซ็งขนาดไหน ณ จุดๆนี้ อยากกลับบ้านขนาดไหนก็กลับไม่ได้แล้วด้วย

จริงๆแล้วการทำ passport หาย มันไม่ใช่เรื่องที่แก้ยากนักสำหรับนักเดินทางในเมืองใหญ่ แต่ในกรณีนี้เนื่องจากเป็น Raja Ampat บ้านป่าไกลปืนเที่ยงตรงขอบด้านตะวันออกสุดของอินโดนีเซีย เลยไปอีกนิดก็ประเทศปาปัวนิวกินีแล้ว มันจึงเป็นอะไรที่ผมคิดหนักมาก เพราะต้องกลับไปทำเรื่องที่จาร์กาตา ยิ่งใกล้ปีใหม่วันหยุดยาว ชะตากรรมของเราสองคนในอินโดนีเซียจากความประมาทของผมในครั้งนี้ชักจะลำบากเสียแล้ว
ในเวลาวิกฤติแบบนี้ ผมยังโชคดีที่มี Ranny ไกด์ที่พึ่งพาได้ช่วยปลอบใจ เธอบอกว่า “Please don’t worry. You are now in Raja Ampat. You should enjoy it and forget about the passport for now. I will find a good solution for you.” เป็นคำพูดเตือนสติที่ดีเยี่ยม ที่ทำให้ผมคิดได้ว่ามาถึงแล้ว ก็ควรลืมเรื่องกังวลต่างๆทิ้งไปและอยู่กับปัจจุบัน ในขณะเดียวกันผมก็ได้เห็นความเป็นมืออาชีพไว้วางใจได้ของไกด์คนนี้ รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก ก็เป็นอันว่าผมใช้ passport เก่าของผมในการบันทึกข้อมูลแทน และรอสายโทรศัพท์จาก Ranny ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปเกี่ยวกับ passport ในถิ่นทุรกันดารแบบนี้

บ่ายคล้อย ผมและภรรยาลา Ranny เพื่อนั่งเรือต่อไปสู่ Yenaduak family homestay ของ Sammy บนเกาะ Birie, Batanta
เรือของ Sammy ที่ใช้ข้าม Dampier Strait เป็นเรือหางยาวสีเขียวไม่มีหลังคา ขนาดใหญ่พอสมควร การข้ามทะเลสู่ Batanta ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ด้านใต้ของ Raja Ampat นั้นกินเวลาถึงสองชั่วโมง ผมเลือกไป Batanta เพราะกะว่าอาจจะมีโอกาสเห็นพะยูนซึ่งเห็นได้บ่อยๆในแถบนั้น ระหว่างล่องเรือไปก็ได้พบกับโลมาฝูงใหญ่ เป็นการยืนยันว่าของเขาสมบูรณ์จริงๆ เรา happy มากและคิดว่าสามารถลืมเรื่อง passport ไปได้

This slideshow requires JavaScript.

ยิ่งใกล้ Batanta เราก็จะยิ่งเห็นความเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เกาะ Batanta นั้นเขียวขจี มีภูเขาสูง และพืชพันธุ์หลากชนิดแน่นไปหมดตามแบบป่าดงดิบแท้ๆ นี่คือสิ่งที่ผมคาดหวังว่าจะได้เห็น พอไปถึงเราก็ได้เห็น Homestay ที่อยู่ริมหาดขาวสะอาดทอดยาวเป็นส่วนตัวของเราล้วนๆ น้ำสีมรกต ร่มรื่น เสียงนกป่าหลากชนิดดังชัดเจนมาแต่ไกล นี่คือเสียงป่า! ผมกระโดดลงจากเรือ พาภรรยาไปพักผ่อนในกระท่อมส่วนตัวที่จองไว้ Yenaduak homestay ของ Sammy มีเพียงกระท่อมเดียว และเราสองคนเป็นแขกคู่เดียวของ homestay

Sammy ลูกชายและน้องชายต่างช่วยกันยกของเข้าบังกะโล ผมเตรียมตัวที่จะเริ่มสำรวจแนวปะกานรังทันทีก่อนจะตกเย็น

แต่ทุกๆครั้งที่เราคิดว่า ปัญหาต่างๆมันจบลงแล้ว และเรากำลังจะได้พักผ่อนซะที สิ่งที่แย่กว่ามันมักจะตามมาเสมอ…

ผมรีบเตรียมอุปกรณ์เพื่อจะลงสำรวจใต้น้ำ แต่พบว่าถุงใส่อุปกรณ์ snorkel ของผมไม่อยู่ในบังกะโล ไอ้ลูกชาย Sammy เจ้ากรรมที่แบกถุงนี้มาที่ท่าเรือ Waisai ดันลืมโหลดถุงนี้ลงเรือซะงั้น ผมเองก็ลืมเช็คเพราะไม่นึกว่ามันจะมาตายน้ำตื้นกันแบบนี้ ผนวกกับเราสองคนลงเรือมาก่อน ท่าเรือสูง เลยมองไม่เห็นว่าเหลืออะไรอยู่บนท่าบ้าง เจ้าเด็กนี่แบกมา แถมเป็นคนโหลดสัมภาระทั้งหมดลงเรือแล้วปิดไว้ด้วยผ้าใบ สงสัยผีจะบังตาให้ลืมหยิบถุงนั่นลงเรือมาซะเฉยๆ
มันสายเกินไปเสียแล้ว ถือเป็นคราวซวยซ้ำซ้อน เพราะถ้าไม่มีอุปกรณ์ snorkel ก็เท่ากับทริปนี้เหลว ลงถ่ายภาพใต้น้ำไม่ได้ ภรรยาผมโมโหสุดขีด สั่ง Sammy ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดให้ขับเรือกลับไปเอา สี่ชั่วโมงก็สี่ชั่วโมง แม้จะเหนื่อยล้าขนาดไหน ผมก็จำใจต้องไปคุม Sammy ให้ขับเรือกลับไปเช็คที่ Waisai พร้อมๆกัน คลื่ินลมเริ่มแรงขึ้นผมเหนื่อยจนไม่ไหวต้องเอาผ้าปิดหน้ากันแดด นอนในเรือหางยาวเปียกๆอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะถึง Waisai พอไปถึง Ranny ก็รออยู่แล้ว เราช่วยกันหา แต่ของผมก็หายไปแล้ว มีคนมือดีหยิบไป หายไปตลอดกาล

ผมนั่งเรือยาวลำเดิมกลับ  Batanta พร้อมความผิดหวัง ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำพอดี ภรรยาผมมารอผมอยู่หน้าหาด เมื่อทราบข่าว เธอก็น้ำตาไหลด้วยความเจ็บแค้นในความซวยซ้ำซวยซ้อนและความสะเพร่าของทุกๆคนรอบตัว มันเป็นวันแห่งความอดทนอดกลั้น เราทั้งสองต่างถึงจุดที่เหนื่อยและหมดแรงบันดาลใจในการมาเที่ยว Raja Ampat อย่างสิ้นซาก เป็นหนึ่งวันที่เราเรียนรู้ว่า การเดินทางก็สามารถสร้างความทุกข์มหาศาลให้เราได้เช่นกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้ของเรา

(19/12/15)
การผจญภัยทรหดเมื่อวานทำให้ผมไข้ขึ้นและเป็นหวัด ต้องอัดพาราไว้ตลอดกันทรุด คืนแรกที่ Yenaduak พิสูจน์แล้วว่าเรามาอยู่ในบ้านป่าเมืองเถื่อนจริงๆ homestay จะมีไฟฟ้าให้ใช้แค่ระหว่างหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืนเท่านั้น หมายความว่าหลังเที่ยงคืนอากาศจะอบอ้าวมากเพราะพัดลมหยุดทำงาน ยิ่งกว่านั้นยุงที่ีนี่โหดและเยอะเกินไป ยาทากันยุงกับมุ้งหย่อนๆของ homestay ไม่มีทางเอาอยู่ ตื่นเช้ามาทั้งแขนทั้งหลังเต็มไปด้วยรอยยุงกัด และเนื่องจากเราเหนื่อยกันสุดๆ เราจึงหลับกันจนบ่าย แทบไม่ได้ลุกมาทานอาหารที่ homestay เตรียมไว้ให้
ช่วงเย็นอาการป่วยของผมดีขึ้น จึงเริ่มออกไปสำรวจปะการังหน้าหาด หรือที่เรียกว่า housereef นั่นเอง โชคดีที่ Sammy มีอุปกรณ์สำรองให้กับแขกที่มาพัก เราจึงสามารถยืมอุปกรณ์มาใช้ได้ ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แสงอาทิตย์เริ่มอ่อน คลื่นตอนเย็นค่อนข้างแรงและน้ำจะค่อนข้างขุ่น แต่เมื่อผมว่ายน้ำออกไปถึงแนวปะการัง ผมได้ตระหนักถึงคุณค่าของการมาที่นี่ได้อย่างชัดเจน และมันเป็นสัญญาณที่ดีว่าทริปนี้กำลังจะดีขึ้น ผมเดินข้ามนรกขุมต่างๆมาแล้ว และในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงรั้วสวรรค์ซะที

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นปะการังน้ำตื้นที่มีชีวิตขนาดนี้ และที่สำคัญ นี่ยังเป็นแค่รั้วๆขอบๆของ Raja Ampat เท่านั้น ยังไม่ใช่ที่สุด ที่สวยกว่านี้จะอยู่ใน Episode ถัดไป และการเดินทางครั้งนี้จะเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์เกินที่คาดไว้

<<<EP1 จบแล้ว! เจอกันใหม่ใน EP2 ครับ!>>>

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s